Category 1
Category 2
Category 3
Category 4
วันจันทร์ที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2560
เครื่องดื่มแก้วโปรดเมนูฮิต รู้หรือยังว่ามีน้ำตาลซ่อนอยู่มากขนาดนี้
เปรียบเทียบปริมาณน้ำตาลในเครื่องดื่มเมนูฮิตของชาวออฟฟิศ มาดูกันว่าแก้วไหนมีน้ำตาลมากที่สุด ดื่มทุกวัน ความอ้วนมาเยือน
เครื่องดื่มเย็น ๆ ที่เราชอบซื้อจากร้านขายเครื่องดื่มบนถนนหรือร้านรถเข็นมาดื่มทุกวัน อาจเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เราอ้วนได้ไม่รู้ตัว เพราะรสชาติที่หวาน อร่อย ส่วนใหญ่ได้มาจากน้ำตาลมากกว่า 10 ช้อนชา ทั้งที่องค์การอนามัยโลกแนะนำว่า ผู้ใหญ่ไม่ควรบริโภคน้ำตาลเกินวันละ 6 ช้อนชา หรือ 24 กรัม แต่แค่น้ำตาลที่แฝงมากับเครื่องดื่มเพียง 1 แก้ว ก็เกินกว่าที่ร่างกายต้องการใน 1 วันเกือบเท่าตัวไปแล้ว ยิ่งดื่มมากก็ยิ่งก่อให้เกิดโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCD) ทั้งเบาหวาน ความดัน และไขมันรอบเอวที่เพิ่มขึ้น

สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ได้เคยสำรวจพฤติกรรมการบริโภคเครื่องดื่มรสหวานของคนไทยในปัจจุบัน โดยสำรวจปริมาณน้ำตาลที่แฝงอยู่ในเครื่องดื่มขนาด 250 มิลลิลิตร ที่วางขายในพื้นที่มหาวิทยาลัยมหิดล วิทยาเขตพญาไท ถ.ราชวิถี รอบบริเวณอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ และ ถ.สีลม ก็พบตัวเลขที่น่าตกใจ ซึ่งกระปุกดอทคอมต้องนำข้อมูลนี้มาบอกต่อ เพื่อให้คนชอบดื่มได้รู้เท่าทัน
ปริมาณน้ำตาลในเครื่องดื่มยอดฮิต (ขนาดแก้ว 250 มิลลิลิตร)

มีน้ำตาลอยู่ถึง 10.8 ช้อนชา ซึ่งทำให้แก้วนี้ให้พลังงานกว่า 200 กิโลแคลอรี

ชาเขียว-ขานมเย็น-กาแฟเย็น
ทั้ง 3 แก้วนี้มีปริมาณน้ำตาลอยู่ 11 ช้อนชา ดื่มแล้วจะได้พลังงานราว ๆ 200-250 กิโลแคลอรี แต่ถ้าใครติดหวาน ขอเพิ่มนมข้นหรือครีมลงไปอีก ก็จะต้องบวกแคลอรีเพิ่มเข้าไปด้วย

นมเย็น
นมเย็นสีชมพูมีน้ำตาล 12.3 ช้อนชา มอบพลังงานให้ราว ๆ 250-300 กิโลแคลอรีต่อ 1 แก้ว และแน่นอนว่าหากคนชงกาแฟมือหนัก หรือเราขอเติมน้ำตาลหรือนมข้นลงไปอีก ก็ยิ่งเพิ่มความหวานและพลังงานมากขึ้น

ชาดำเย็น
ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่า ชาดำเย็นที่ดูไม่น่าจะมีน้ำตาลมาก กลับมีน้ำตาลซ่อนอยู่ถึง 12.5 ช้อนชา มากกว่ากาแฟและชานมเย็นอีกต่างหาก ที่เป็นแบบนี้ก็เพราะชามีรสชาติขมอยู่ในตัว ถ้าจะชงให้อร่อยก็ต้องใส่น้ำตาลให้มากขึ้น จะได้หอมหวานทานได้ แต่แก้วนี้ให้พลังงานสูงปรี๊ด 250-300 กิโลแคลอรีเช่นกัน

ชามะนาว
ไม่ต่างกับชาดำเย็นที่จะต้องเติมน้ำตาลลงไปอีกเพื่อรสชาติที่กลมกล่อม ชามะนาว 1 แก้วจึงมีปริมาณน้ำตาลผสมอยู่ถึง 12.6 ช้อนชา ซึ่งความสดชื่นจากการดื่มแก้วนี้ต้องแลกกับพลังงานสูงเกือบ ๆ 300 กิโลแคลอรี

เครื่องดื่มมอลต์รสช็อกโกแลต
เครื่องดื่มมอลต์รสช็อกโกแลตที่เราติดใจรสชาติตั้งแต่เด็กจนโต มีน้ำตาลผสมอยู่ถึง 13.3 ช้อนชา ให้พลังงานเกือบ ๆ 300 กิโลแคลอรี หรือมากกว่านั้นถ้าเติมน้ำตาลและนมข้นบวกเข้าไป ถ้าใครดื่มเข้าไป 1 แก้วแล้วอยากจะเบิร์นออกจากร่างกายก็ต้องวิ่ง 50 นาทีเลย

น้ำแดงโซดา
ความซาบซ่าของน้ำแดงโซดาให้พลังงานสูงกว่า 300 กิโลแคลอรี เพราะมีน้ำตาลมากถึง 15.5 ช้อนชา โอ้โห..เกินกว่าที่ร่างกายต้องการใน 1 วัน ตั้ง 2-3 เท่าตัว และจัดเป็นเครื่องดื่มเมนูฮิตที่มีน้ำตาลแฝงอยู่มากที่สุดเลย
สรุปอีกทีว่าเครื่องดื่มแก้วไหนมีน้ำตาลมากที่สุด


เห็นตัวเลขปริมาณน้ำตาลในเครื่องดื่มคู่ใจหนุ่ม-สาวออฟฟิศแล้ว จะไม่ให้ตกใจได้อย่างไรคะ เพราะหลายคนดื่มทุกวัน วันละ 2-3 แก้ว ซึ่งไม่ว่าจะดื่มแก้วไหนก็เกินปริมาณน้ำตาลที่ร่างกายต้องการในแต่ละวันไปมาก ดังนั้นถ้าใครกำลังควบคุมน้ำหนักและอยากมีสุขภาพดี ก็ลองนำข้อมูลที่เรานำมาบอกในวันนี้ไปชั่งใจกันก่อนนะคะ
กินลิ้นจี่ตอนท้องว่าง อันตรายถึงตาย เป็นไปได้จริงหรือ ?

ผลไม้ส่วนมากมักจะให้คุณประโยชน์ที่ดีต่อร่างกาย แต่ก็มีผลไม้บางชนิดเช่นกันที่มีข้อจำกัดในการกินอยู่บ้าง เพราะบางชนิดเป็นผลไม้น้ำตาลสูง ผลไม้กินแล้วอ้วน ก็ว่ากันไป ทว่าข้อมูลที่ทำให้เรา ๆ ตกใจไปกว่านั้นคือมีข่าวและงานวิจัยของต่างประเทศได้อ้างว่า ช่วงของการเก็บเกี่ยวผลไม้ จะพบเด็กอินเดียป่วยและเสียชีวิตจากการกินลิ้นจี่ตอนท้องว่างในทุก ๆ ปี จนก่อให้เกิดข้อข้องใจว่าลิ้นจี่จะเป็นผลไม้ห้ามกินตอนท้องว่าง จริงหรือไม่ งั้นลองมาไขคำตอบพร้อม ๆ กันจากเกร็ดความรู้ที่คุณหมอแมวได้แชร์เอาไว้ในเพจความรู้สนุกๆ แบบหมอแมว กันค่ะ โดยมีข้อความตามนี้...

ในช่วงปี 2533 ในพื้นที่การเกษตรห่างไกลของเวียดนาม บังกลาเทศ และอินเดีย ได้เกิดปรากฏการณ์ประหลาดขึ้น เพราะเมื่อเข้าใกล้ช่วงฤดูเก็บเกี่ยวผลไม้ จะมีเด็กป่วยหรือเสียชีวิตโดยไม่ทราบสาเหตุ
เด็กที่ป่วย ตอนเย็นจะยังดูมีอาการปกติ แต่ว่าในตอนเช้าวันถัดมาจะมีอาการซึม สับสน พูดคุยไม่รู้เรื่อง บางคนมีไข้ บางคนชัก แพทย์ที่ทำการตรวจในยุคนั้นพยายามตรวจหาสาเหตุไม่ว่าจะจากเชื้อโรค จากสารเคมี จากสารในผลไม้ แต่ก็ไม่พบสาเหตุที่ชัดเจน ในปีถัด ๆ มา เกิดเหตุการณ์เดียวกันขึ้นอีก ซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนทุกปีเมื่อถึงช่วงเดือนพฤษภาคม ชาวบ้านก็จะกลัวกันว่าลูกของตนจะกลายเป็นเหยื่อรายต่อไป...
ที่อินเดีย ได้มีการตรวจเรื่องยาฆ่าแมลง เชื้อ แต่ก็ไม่ชัดเจน มีการควบคุมการใช้ยาฆ่าแมลง และในปี 2555 มีการฉีดวัคซีนไข้สมองอักเสบขนานใหญ่ แต่ก็พบว่าเด็ก ๆ ยังป่วยอยู่...ซึ่งทำให้เหลือเหตุผลที่เป็นไปได้อีกตัวหนึ่งคือสารในผลไม้
สารในผลไม้ที่สงสัยกันคือสาร hypoglycin A และ methylenecyclopropylglycine ซึ่งสารทั้งสองชนิดนี้เป็นสารพิษในพืชบางชนิด จะไปยับยั้งการสร้างน้ำตาล ยับยั้งการใช้พลังงานจากกรดไขมัน ทำให้ร่างกายขาดพลังงาน และเกิดภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำได้ โดยสารนี้พบในผลไม้จาเมกาที่ชื่อว่าอัคกี และทำให้เกิดโรคที่เรียกว่า โรคอาเจียนจามกา
สำหรับผลไม้ที่อยู่ในตระกูลเดียวกันก็คือ เงาะ ลำไย และลิ้นจี่ ก็มีสารนี้มากน้อยต่าง ๆ กันไป

หลังจากปี 2555 เมื่อพบว่าการฉีดวัคซีนก็ไม่ช่วยอะไร เลยมีการพุ่งเป้าไปที่สาร hypoglycin A ในลิ้นจี่...และมีการเก็บข้อมูลกันใหม่ โดยเมื่อมีคนป่วยก็ลองรักษาเสมือนมีภาวะน้ำตาลต่ำและตรวจหาสารนี้ไปเลย
...ปรากฏว่าผลคือพบสารนี้ในเลือดของคนที่ป่วยจริง ๆ และเมื่อตรวจสอบย้อนกลับไป ลองถามดู จะได้ลักษณะที่ตรงกันคือ
1. เป็นเด็ก
2. มีภาวะขาดสารอาหาร อาหารการกินไม่ดี อดมื้อกินมื้อ
3. มักจะมีประวัติว่าหายไปในสวนลิ้นจี่ ไปกินลิ้นจี่ทั้งวันจนอิ่ม และกลับมาโดยทั้งวันไม่กินอาหารหรือไม่กินอาหารเย็น
ทั้งนี้ไม่ได้เกิดกับเด็กทุกคน เพราะเด็กที่ทำแบบเดียวกัน ก็ไม่ได้เป็นก็มี...แต่เนื่องจากหาสาเหตุอื่นไม่เจอ และตรวจเจอสารที่เป็นไปได้ในเลือด ดังนั้นก็เลยสรุปว่าเป็นสารพิษในลิ้นจี่

ก็อย่าเพิ่งตื่นตกใจจนเกินไป เพราะว่าเอาเข้าจริง ๆ รายงานชัด ๆ มาจาก 3 แห่งคือ เวียดนาม บังกลาเทศ และอินเดีย เป็นในบางพื้นที่ ไม่ได้เป็นทุกที่ และเป็นเฉพาะในเด็กที่มีภาวะขาดอาหารไม่แข็งแรงอยู่เดิม และเป็นแค่บางคนไม่ได้เป็นทุกคนที่กิน
1. อย่ากินลิ้นจี่ดิบ : เพราะมีสารพิษที่ว่ามากกว่าผลสุกประมาณ 2-3 เท่า
2. อย่ากินลิ้นจี่อย่างเดียวทั้งวันแทนอาหาร
3. อย่าขาดสารอาหาร : ในงานวิจัยบอกว่า อาการนี้พบในเด็กที่ขาดอาหาร ยากจน ซึ่งภาวะขาดอาหารจะทำให้มีพลังงานสำรองในตับลดลง
สรุป
สำหรับคนเป็นเบาหวานที่อยากจะกินลิ้นจี่เป็นยาลดน้ำตาล ก็ขอให้เบรกความคิดไว้ก่อนเพราะว่า
- งานวิจัยพบว่า ลิ้นจี่แต่ละลูกมีสารไม่เท่ากัน (ผลลดน้ำตาลเอาแน่นอนไม่ได้)
- ถ้ากินอาหารไปด้วยน้ำตาลก็อาจไม่ต่ำ
- ในผู้ป่วยบางรายพบภาวะไตวายร่วมด้วย
- ที่สำคัญในลิ้นจี่สุกก็มีน้ำตาล ถ้ากินเป็นล่ำเป็นสันและกินอาหารไปด้วย นอกจากน้ำตาลจะไม่ต่ำ เผลอ ๆ จะได้น้ำตาลสูงแทน
ป.ล. ลำไยกับเงาะก็มีสารนี้ แต่ก็เหมือนกัน อย่าไปกินเพื่อหวังลดน้ำตาล
เอกสารอ่านเพิ่มเติม
1. Association of acute toxic encephalopathy with litchi consumption in an outbreak in Muzaffarpur, India, 2014: a case-control study วารสาร The Lancet
2.Litchi-associated acute encephalitis in children, Northern Vietnam, 2004-2009.
3.Outbreaks of unexplained neurologic illness - Muzaffarpur, India, 2013-2014.
4. Misery of Mystery of Muzaffarpur วารสาร indian pediatric 2014
5. A child-killing toxin emerges from shadows นิตยสาร Science 2015
6. Probable toxic cause for suspected lychee-linked viral encephalitis.
7. Quantification of Toxins in Soapberry (Sapindaceae) Arils: Hypoglycin A and Methylenecyclopropylglycine.
ขอขอบคุณข้อมูลจาก
เฟซบุ๊กความรู้สนุกๆ แบบหมอแมว
5 อาหารทำลายสุขภาพคนวัยทำงาน เลี่ยงไว้เป็นดี !

สำหรับคนวัยทำงาน ย่อมมีทั้งความเครียด ความกดดันต่าง ๆ ที่คอยทำลายสุขภาพของเราอยู่แล้ว ไหนจะการพักผ่อนที่ไม่เพียงพอ จนต้องลาป่วยในแต่ละปีก็ไม่ใช่น้อย เวลาที่จะดูแลตัวเองด้วยการออกกำลังกายก็เป็นสิ่งจำเป็นที่เราควรหาเวลาเพื่อทำให้เราแข็งแรง พร้อมลุยกับงานได้อย่างเต็มร้อย แต่อีกหนึ่งสาเหตุใหญ่ ๆ ที่คนวัยทำงานส่วนมากต้องเจอคือปัญหาสุขภาพ ที่เกิดจากพฤติกรรมการกินอันเกิดขึ้นในระหว่างการทำงาน สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้คอยบั่นทอนสุขภาพ ของเราให้ทรุดโทรมลงโดยที่เราไม่รู้ตัว วันนี้ทาง masii ได้หยิบอาหารที่ส่งผลร้ายต่อร่างกายมาเตือนสติคนวัยทำงานเพื่อจะได้หลีกเลี่ยงและควบคุมได้ถูกต้อง

เครื่องดื่มยอดนิยมของชาวออฟฟิศและวัยทำงาน เชื่อว่าร้อยละ 80-90 % ของคนวัยทำงานดื่มกาแฟกันแทบทุกวัน บางคนดื่มจนติด ต้องดื่มมากจนเกินปริมาณที่พอดี ซึ่งในกาแฟ 1 แก้ว มีทั้งนม, น้ำตาล, ครีมต่าง ๆ เพื่อเพิ่มรสชาติหวานมันตามที่แต่ละคนชอบ หากเราดื่มในปริมาณที่พอดี พอให้ร่างกายเราสดชื่นในขณะทำงานก็เป็นเรื่องดี แต่ส่วนมากกาแฟ 1 แก้วก็ค่อนข้างให้พลังงานสูง ยิ่งถ้าดื่มมาก ๆ ก็ส่งผลเสียต่อร่างกาย ทำให้ร่างกายเสพติดสารคาเฟอีน หากวันไหนไม่ได้ดื่มก็จะหงุดหงิด ง่วงนอน ปวดศีรษะได้ แถมยังทำให้เกิดภาวะอ้วนลงพุงจากบรรดาส่วนผสมต่าง ๆ ในกาแฟ
ดังนั้นหากเลี่ยงที่จะไม่ดื่มได้ก็ควรหลีกเลี่ยง หรือบางท่านที่ต้องการดื่มจริง ๆ ก็แนะนำว่าเป็นกาแฟดำ อาจใส่สารเพิ่มความหวานแทนน้ำตาลได้เล็กน้อย จะให้พลังงานที่น้อยกว่า แต่ก็พอให้ร่างกายสดชื่น หรือหากท่านใดที่เกิดอาการง่วงในขณะทำงาน อาจลองพักงานไว้สักครู่ แล้วเดินลุกขึ้นบิดตัวซ้าย-ขวา ลองเปลี่ยนอิริยาบถแก้ง่วงสักครู่ก็จะช่วยให้คุณหายง่วงและสดชื่นขึ้นได้ครับ

อีกหนึ่งพฤติกรรมการกินของคนวัยทำงานที่ก่อให้เกิดโรคอ้วนและโรคอื่น ๆ ตามมาก็คือการกินของขบเคี้ยว เช่น สแน็ก หรือของหวานต่าง ๆ ในระหว่างทำงาน บางคนถึงกับต้องมีติดไว้ที่โต๊ะทำงานตลอดเวลาสำหรับข้ออ้างไว้แก้ง่วง ในไม่ช้าโรคความดัน เบาหวาน และโรคอ้วนก็จะถามหา
วิธีแก้ไขก็คือ ทานมื้อหลัก ๆ ให้อิ่มเพียงพอ หรือลองเปลี่ยนจากสแน็กของหวานต่าง ๆ มาเป็นผลไม้ เป็นถั่วอบที่ไม่มีการปรุงรสดู อาจช่วยให้คุณสดชื่นและลดปริมาณแป้งและน้ำตาลต่าง ๆ ที่เข้าสู่ร่างกายเกินความจำเป็นได้อีกด้วย

เป็นของควบคู่กับขนมขบเคี้ยวเลยก็ว่าได้สำหรับน้ำอัดลม บางท่านดื่มทุกวันจนติดกับความหวานความสดชื่นที่ได้จากน้ำอัดลม จนลืมว่านั่นคือบ่อเกิดของโรคอ้วน โรคเบาหวานชั้นดี เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่เลี่ยงได้ก็ควรเลี่ยง เลิกได้เลยก็ยิ่งดี แล้วเปลี่ยนมาดื่มน้ำธรรมดาให้เพียงพอจะดีกว่า เพราะนอกจากน้ำอัดลมจะไม่เกิดประโยชน์ใด ๆ กับร่างกายแล้ว ยังทำลายสุขภาพโดยไม่จำเป็น

4. ฟาสต์ฟู้ด
ในเวลาเร่งรีบ คนทำงานส่วนมากก็จะเลือกอาหารประเภทฟาสต์ฟู้ดมาบริโภคกัน เพราะสะดวกและง่าย ไม่เสียเวลา หากไม่ได้รับประทานเป็นประจำก็คงไม่มีปัญหาอะไร แต่ว่าสำหรับใครที่เลือกทานอาหารประเภทนี้เป็นอาหารหลักทุก ๆ วันในมื้อเช้าที่เร่งรีบหรือช่วงกลางวันแล้วต้องระวังไว้ เพราะอาหารประเภทนี้ประกอบไปด้วยแป้งและน้ำมันเป็นส่วนมาก คุณค่าทางอาหารน้อย และยังส่งผลเสียต่อร่างกายอีกด้วย เพราะของทอด ๆ มัน ๆ เสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็ง แป้งและไขมันก็จะนำมาซึ่งโรคความดันและโรคอีกมากมายตามมา ดังนั้น ลองปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคดูซะใหม่ รับประทานอาหารที่ให้คุณค่ากับร่างกายมากขึ้นจะดีกว่า

บรรดาผลไม้ดองรสชาติจี๊ดจ๊าดของโปรดสาว ๆ ออฟฟิศนั้น ซ่อนไว้ด้วยอันตรายมากมาย ทั้งจากสารที่ใช้ดองอย่างขัณฑสกรหรือน้ำตาลปริมาณมาก ยิ่งถ้าเป็นการหมักดองที่ไม่ถูกลักษณะวิธีจะยิ่งอันตราย อาจทำให้เกิดอาการท้องเสียท้องร่วงได้ หรือถ้ารับประทานเป็นประจำก็จะเกิดการสะสมของสารเคมีจากการดองก่อให้เกิดโรคมะเร็งอีกด้วย คิดแล้วก็ไม่คุ้มค่ากับรสชาติจี๊ดจ๊าดเอาซะเลย
นอกจากอาหาร 5 ประเภทนี้ที่เราควรหลีกเลี่ยง เราก็ควรพักผ่อนให้เพียงพอ ดื่มน้ำให้ได้อย่างน้อยวันละ 8 แก้ว เพื่อให้ร่างกายสดชื่นตลอดเวลา หาเวลาออกกำลังกายบ้าง เพื่อสุขภาพที่ดี จะได้ไม่ก่อให้เกิดปัญหาสุขภาพที่นอกจากจะกระทบต่อตัวเราแล้วก็ยังจะกระทบกับงานของเราทำให้ไม่สามารถทำงานได้เต็มที่ ทำให้เกิดปัญหาต่าง ๆ ตามมาอีกด้วย ดังนั้น สุขภาพดี ทำงานได้เต็มที่ เจ้านายรัก อนาคตสดใสแน่นอนครับ
ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก
masii.co.th
สิวบอกโรค บอกอารมณ์และโรคร้าย
ตำแหน่งสิว บนผิวหน้า บ่งบอกอารมณ์และโรคร้ายได้อย่างคาดไม่ถึง (ไทยโพสต์)ขอขอบคุณภาพประกอบจาก leonarddrake.com
สีหน้าและแววตา ใช้สื่อถึงความรู้สึกและอารมณ์ต่าง ๆ ได้ แต่ผิวหน้าของคนเราก็สามารถสื่อถึงสุขภาพภายในร่างกายได้เหมือนกัน
สีหน้าและแววตา ใช้สื่อถึงความรู้สึกและอารมณ์ต่าง ๆ ได้ แต่ผิวหน้าของคนเราก็สามารถสื่อถึงสุขภาพภายในร่างกายได้เหมือนกัน
วิธีการสังเกตถึงสุขภาพภายในร่างกายของเราหรือของคนใกล้ตัวเรานั้น ด้วยศาสตร์ใหม่จากการวิเคราะห์สภาพผิว Face Mapping กระบวนการพิสูจน์และวิเคราะห์สภาพผิวด้วยศาสตร์ตะวันออก ซึ่งเป็นหนึ่งในปรัชญาความคิดเบื้องต้นที่ว่า "ผิวหน้าสามารถบ่งบอกได้ถึงสุขภาพภายในร่างกายที่มีผลกระทบต่อผิวพรรณ" ทำให้เข้าใจได้ถึงสาเหตุการเกิดปัญหาสุขภาพผิว
ผู้เชี่ยวชาญด้านการดูแลสุขภาพผิว จากศูนย์สุขภาพผิวเลียวนาร์ด เดรก ได้นำเสนอแนวทางการป้องกันโดยมีหลักในการวิเคราะห์สภาพผิวแบบ Face Mapping นั้นจะเป็นการวิเคราะห์สภาพผิวที่ละเอียดกว่าการวิเคราะห์ผิวโดยทั่วไป โดยแบ่งส่วนใบหน้า ลำคอ และแผ่นอกออกเป็น 4 โซน

สิวบอกโรค
สิวบอกโรค : โซนที่ 1 และโซนที่ 3 ถ้ามีปัญหาสิวบริเวณนี้ คุณอาจมีปัญหาเกี่ยวกับระบบย่อยอาหาร ดังนั้นอาจต้องดื่มน้ำมากขึ้นหรือทานอาหารให้ครบ 5 หมู่
สิวบอกโรค : โซนที่ 2 สิวบริเวณหว่างคิ้ว เกี่ยวกับตับ อาจมีปัญหาในการย่อยแลคโทส (ดื่มนมไม่ได้) การทานอาหารรสจัดหรือทานอาหารดึกเกินไป
สิวบอกโรค : โซนที่ 4 และโซนที่ 10 ผิวบริเวณหูนี้เป็นผลพวงของไต หากรู้สึกร้อนที่หู คุณอาจต้องลดการรับประทานเนื้อสัตว์ลง
สิวบอกโรค : โซนที่ 5 และโซนที่ 9 บริเวณแก้มทั้งสองด้าน โดยแก้มส่วนบนจะเกี่ยวข้องกับไซนัสและปอด ส่วนแก้มส่วนล่าง เหงือกและฟัน สาเหตุอาจเป็นเพราะสูบบุหรี่จัด หรือแพ้ควันบุหรี่ ภูมิแพ้ เป็นหวัดเรื้อรัง หรืออาจใช้บลัชออนและรองพื้นไม่เหมาะสม ถ้าเป็นริ้วรอยลึกบริเวณโหนกแก้มอาจบ่งบอกถึงปัญหาเรื่องปอดหรือการหายใจ ถ้ามีสิวแบบเป็นๆ หายๆ ที่แก้มด้านล่างอาจมีปัญหาเรื่องเหงือกและฟัน หรือโทรศัพท์มือถือไม่สะอาด
สิวบอกโรค : โซนที่ 6 และโซนที่ 8 ตำแหน่งรอบดวงตาทั้ง 2 ข้าง เกี่ยวข้องกับไต และปัญหาภูมิแพ้ สาเหตุมาจากเครื่องสำอางที่ใช้อยู่ อาจไม่เหมาะสม หรือใส่แว่นตาที่เสียดสีมาก รอยคล้ำอาจเกิดจากการมีสารพิษตกค้างในร่างกายมาก หรือพักผ่อนน้อย เปลือกตาหากมีความระคายเคือง อาจมาจากการเป็นภูมิแพ้ หรือขาดสารอาหาร
สิวบอกโรค : โซนที่ 7 ผิวบริเวณจมูกและริมฝีปาก แสดงถึงการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน หากมีสิวบริเวณนี้อาจหมายถึงผลกระทบของการตั้งครรภ์ การมีประจำเดือน การรับประทานยาคุมกำเนิด
สิวบอกโรค : โซนที่ 11 และโซนที่ 13 หากผิวบริเวณนี้แตกระแหง สามารถบอกได้ว่าคุณกำลังมีปัญหาของฟันกราม หรือปัญหาเกี่ยวกับฟัน
สิวบอกโรค : โซนที่ 12 สิวเรื่อๆ บริเวณคางนี้ สามารถบ่งบอกได้ว่าคุณกำลังมีปัญหาเรื่องลำไส้เล็ก ที่มีผลจากการรับประทานของเผ็ด
สิวบอกโรค : โซนที่ 14 หากคุณมีสิวบริเวณนี้แล้วล่ะก็ แสดงว่าคุณกำลังเครียดสูง
นี่เป็นเพียงแค่รายละเอียดเพียงเล็กน้อยของการวิเคราะห์สภาพผิวหน้าที่ทำให้รู้ได้ถึงสุขภาพภายในร่างกาย ซึ่งจะทำให้เราทราบได้ว่าจะต้องดูแลบำรุงทั้งสุขภาพภายในและภายนอกอย่างไร เพื่อแก้ไขปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพียงแค่นี้คุณก็จะมีทั้งสีหน้า แววตาและผิวพรรณที่เป็นสุขได้แล้ว
สมัครสมาชิก:
บทความ
(
Atom
)

